ปิดตำนาน เวย์น รูนีย์ กองหน้าหมูเดือดกับสีเสื้อสิงโตคำราม

เวย์น รูนีย์ กองหน้าร่างอวบที่แฟนบอลทุกคนรู้จักกันดี หลังจากรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน
ก็ถึงเวลาของเกมอำลาทีมชาติอังกฤษ โดยเอาชนะ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไปอย่างขาดลอย 3-0

ในเกมดังกล่าว รูนีย์ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง และทันทีที่ลงสนาม ก็ได้สวมปลอกแขน กัปตันทีมซึ่งถือเป็นการสวมปลอกแขนกัปตันทีมครั้งสุดท้ายในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษมาอย่างยาวนาน รวม 120 นัด ยิงได้ 53 ประตู เป็นรองเพียง ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ทำเอาไว้ 125 นัด

นอกจากนี้จำนวนประตูที่เขาทำได้ 53 ประตูนั้น ถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ยิงให้ทีม “สิงโตคำราม” อีกด้วยถือเป็นการทำลายสติถินักเตะระดับตำนานอย่าง เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน หรือ แกรี ลินิเกอร์ เลยทีเดียว

รูนีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะทีมชาติอังกฤษที่รับใช้ทีมชาติมาอย่างยาวนานถึง 15 ปี
หลังจากประเดิมสนามเกมแรกพบกับ ทีมชาติออสเตรเลีย เมื่อปี 2003 ด้วยวัยเพียง 17 ปี
ในสมัยที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน

ด้วยการเล่นในสไตล์ดุดัน ลูกยิงที่หนักหน่วง ใช้พละกำลังเต็มที่ ตามแบบฉบับกองหน้าอังกฤษรวมไปถึงการเข้าบอลแบบถึงลูกถึงคน พร้อมแพสชั่นในเกมที่ทะลุขีดจำกัด ทำให้แฟนบอลหลายๆคนต่างหลงรักเขา

ทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดของ รูนีย์ คือ ศึกฟุตบอลยูโร 2004 ที่โปรตุเกส ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก โดยเขาได้กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในรายการนี้ แม้ว่าสถิตินี้จะถูกทำลายลงในอีก 4 วันต่อมา

หลังจากนั้น รูนีย์ ถือเป็นกำลังหลักของทีมชาติอังกฤษมาตลอด ก่อนจะได้ไปลุยในศึกฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี เหตุการณ์ดราม่าครั้งใหญ่ในตอนนั้น คือการโดนไล่ออกในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับทีมชาติโปรตุเกส หลังจากทำฟาวล์หนักใส่ ริคาร์โด คาร์วัลญ่ จนเพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงในตอนนั้น อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โวยวายใส่กรรมการจนทำให้รูนีย์โดนไล่ออกในที่สุด จนทำให้หลายสื่อต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์ภายในสโมสรที่อาจสั่นคลอน แต่สุดท้าย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เรียกทั้งคู่มาเคลียร์จนจบลงด้วยดี

หลังจากนั้น รูนีย์ ได้กลับมาลงเล่นในรายการใหญ่อีกครั้งในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งถือว่าเป็นฟอร์มที่ย่ำแย่ นอกจาก ทีมชาติอังกฤษ จะตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย รูนีย์ ก็ยิงประตูไม่ได้เลย จนอีก 2 ปีต่อมาในศึกยูโร 2012 ที่โปแลนด์และยูเครน ฟอร์มก็ยังไม่ดีขึ้นจนทำให้เขาโดนวิจารณ์อย่างหนัก

แต่สุดท้าย รูนีย์ ก็ทำผลงานในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือกจนติดทีมไปลุยรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล ก่อนจะทำประตูในศึกฟุตบอลโลกได้ในที่สุดในเกมที่แพ้อุรุกวัย 1-
2

หลังจากนั้น รูนีย์ ก็มีชื่อติดทีมชาติมาตลอด จนกระทั่งเกมที่ 119 ในปี 2016
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกเลยจนออกมาประกาศอำลาทีมชาติในที่สุดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่รัสเซียก่อนที่จะถูกเรียก มาติดทีมเป็นนัดสุดท้ายในเกมอำลาทีมชาติของตัวเอง

ผลงานตลอด 120 นัดของ เวย์น รูนีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานของทีมชาติอังกฤษก็ว่าได้
หลังเกมกับสหรัฐอเมริกาจบลง ถือว่าเป็นการปิดฉากการรับใช้ทีมชาติอย่างสวยงาม
และแฟนบอลจะต้องนึกถึงเขาในฐานะดาวยิงหมายเลข 10 ทีมสิงโตคำราม…

ลูกากู สามารถทำประโยชน์ให้กับทีมได้มากกว่าแค่ยิงประตูจริงหรือ

โรเมลู ลูกากู ศูนย์หน้า แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่งจะยุติสถิติอันเลวร้าย
ยิงประตูในบ้านไม่ได้มาตั้งแต่เดือนมีนาคม
ซึ่งนั่นถือว่าเป็นเรื่องดีอย่างมากสำหรับเขา

ดาวเตะชาวเบลเยียมประสบปัญหาฟอร์มฝืดมานานแสนนาน จนทำให้แฟนๆ
ปีศาจแดงบางส่วนพากันแซวว่าเขาเป็นตู้เย็นในแดนหน้าเสียแล้ว
ไม่ใช่กองหน้าร่างยักษ์ผู้องอาจเหมือนกับแต่ก่อน
กระทั่งล่าสุดเขาก็ปลดล็อคเกมเหย้าได้สำเร็จ ด้วยการซัดประตูในเกมที่เจอกับ
ฟูแล่ม

จริงอยู่ที่ว่ามันเป็นการเจอกับทีมบ๊วย
แต่การยิงประตูได้แบบนี้มันก็ย่อมสร้างความมั่นใจไม่น้อยให้กับเขา
เพราะต้องยอมรับว่าการเป็นกองหน้านั้น
เรื่องของความมั่นใจมันก็มาพร้อมกับสถิติการล่าตาข่ายนี่แหละ

อย่างไรก็ตาม อดีตศูนย์หน้า แมนฯ ยูไนเต็ด อย่าง ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ
ก็ออกมาบอกว่าต่อให้ ลูกากู ทำประตูไม่ได้อย่างต่อเนื่อง
มันก็ไม่ได้หมายความว่าเขาเป็นนักเตะที่ไร้ประโยชน์
เพราะอันที่จริงแล้วเขาก็สามารถช่วยทีมได้ในหลายๆ ด้าน
ไม่อยากให้ผู้คนโฟกัสไปที่เรื่องของการทำประตูแต่เพียงอย่างเดียว

จะว่าไปแล้วสิ่งที่ เบอร์บาตอฟ ได้กล่าวเอาไว้นั้นก็มีส่วนถูก
เพราะว่าการเป็นกองหน้านั้นไม่ใช่ว่าจะคอยจ้องแต่ทำประตูเพียงอย่างเดียว
ไม่เช่นนั้น คาริม เบนเซม่า ของ เรอัล มาดริด
ก็คงมีสถิติการยิงประตูระเบิดระเบ้อไม่แพ้ คริสเตียโน่ โรนัลโด้
ในสมัยค้าแข้งกับทีมราชันชุดขาวไปแล้ว

กองหน้าสมัยนี้สามารถทำประโยชน์ให้กับทีมได้ในหลายทาง ลูกากู
เองก็เป็นเช่นนั้น ยกตัวอย่างง่ายๆ เลยในเกมที่ แมนฯ ยูไนเต็ด เสมอกับ
อาร์เซน่อล 2-2 เมื่อเร็วๆ นี้ ในจังหวะที่ทีมปีศาจแดงทำประตูตีเสมอลูกที่ 2
บอลถูกวางยาวขึ้นมา และก็เป็น ลูกากู นี่แหละที่บีบให้แนวรับปืนใหญ่ผิดพลาด
จนทำให้ เจสซี่ ลินการ์ด ฉกบอลไปยิงประตูขึ้นนำ

นี่คือประโยชน์ของ ลูกากู ที่มากกว่าการยิงประตูได้เอง
แต่ก็ต้องยอมรับว่าแม้จะสามารถช่วยทีมในรูปแบบอื่นๆ ได้
ความมั่นใจของศูนย์หน้ามันจะมาก็ต่อเมื่อยิงประตูได้เองเท่านั้น
ด้วยค่านิยมมาแต่ไหนแต่ไรที่ว่าค่าของศูนย์หน้านั้นก็วัดกันตรงๆ
ที่จำนวนประตูที่ยิงได้นี่แหละ

ดังนั้นต่อให้ ลูกากู สามารถสร้างประโยชน์ให้กับทีมในแบบอื่นได้
เขาก็จำเป็นต้องผลิตสกอร์ให้ได้อย่างต่อเนื่องอยู่ดีเพื่อสร้างความมั่นใจให้อยู่ในระ
ดับที่สูง และเมื่อความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เขาก็สามารถโชว์ฟอร์มได้ดีขึ้น

ทั้งหมดทั้งมวลนี้ส่งผลต่อเนื่องกัน
จึงกล่าวได้ว่าสุดท้ายแล้วกองหน้ามันก็ต้องยิงประตูให้ได้อยู่ดีนั่นแหละ…

แมนซิตี้งานเข้า!ซิลบาเดี้ยงพัก3อาทิตย์

เสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ หงส์แดง ไม่พอ แมนฯ ซิตี้ ยังจำต้องโชคร้ายอดใช้งาน ดาบิด
ซิลบา กองกลางประสบการณ์สูงไปจนถึงตอนปีใหม่อีกด้วย

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ จะหมดสิทธิ์ใช้งาน ดาบิด ซิลบา มิดฟิลด์ตัวเก่ง ตรงเวลาราว 3
อาทิตย์ ข้างหลังเจ็บกล้ามเนื้อจากเกมที่บุกไปแพ้ เชลซี 0-2 เมื่อวันเสาร์ที่ 8 ธ.ค.
ก่อนหน้านี้ ซึ่งยังถือว่าเป็นการปราชัยครั้งแรกในลีกฤดูนี้ของ “เรือใบสีฟ้า” ด้วย

เว้นแต่เสียตำแหน่งจ่าฝูงให้ หงส์แดง แล้ว แมนฯ ซิตี้
ยังจำเป็นต้องมาพบข่าวไม่ดีอีกกับการเสียกำลังหลักอย่าง ซิลบา วัย 31 ปี
ที่ฤดูนี้ทำผลงานได้ดีเยี่ยม ยิงไปแล้ว 8 ประตู รวมทั้งแอสซิสต์อีก 4
ครั้งสำหรับเพื่อการลงเล่นทุกรายการ

ดังนี้ เป็นที่คาดว่า ซิลบา จะกลับมาช่วยกลุ่มได้ในตอนปีใหม่
โดยเจ้าตัวจะพลาดลงเล่นกับ ฮอฟเฟ่นไฮม์ ในถ้วย แชมเปี้ยนส์ ลีก วันพุธที่ 12
ธันวาคม, เกม พรีเมียร์ลีก กับ เอฟเวอร์ตัน วันเสาร์ที่ 15 ธ.ค, เจอ เลสเตอร์ ซิตี้ ถ้วย
คาราบาว คัพ วันพุธที่ 19 เดือนธันวาคม ต่อด้วยเกมลีกกับ คริสตัล พาเลซ, เลสเตอร์
แล้วก็ เซาธ์แฮมป์ตัน ก่อนคงจะกลับมาได้ในเกมเจอ หงส์แดง วันพฤหัสบดีที่ 3
มกราคม นี้…

เอ็มบัปเป้เอารางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมบัลลงดอร์

สำหรับรางวัลโกปา ซึ่งตั้งชื่อเป็นเกียรติแก่ เรย์มงด์ โกปา
นักฟุตบอลชาวประเทศฝรั่งเศสคนแรก ที่ได้บัลลง ดอร์ เมื่อปี 1958 ผู้ล่วงลับ เป็นของ
คีลิยัน เอ็มบั๊ปเป้ ศูนย์หน้าวัย 19 ปี ของเปแอสเช
ที่อยู่ในทีมชาติประเทศฝรั่งเศสชุดแชมป์บอลโลก 2018 ด้วย
คีลิยัน เอ็มบัปเป้ กองหน้าความเร็วสูงทีมชาติประเทศฝรั่งเศส และก็สมาพันธ์ ปารีส
แซงต์-แชร์กแมง ได้รับเลือกให้เอารางวัล “โกปา โทรฟี่”
หรือรางวัลนักฟุตบอลเหมาะสมที่สุดที่อายุไม่เกิน 21 ปี รายปี 2018
จากการประกาศรางวัลที่งาน บัลลง ดอร์ ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส เมื่อวันจันทร์ที่
3 เดือนธันวาคม ก่อนหน้าที่ผ่านมา

หัวหอกตัวจี๊ดวัย 19 ปี ซึ่งเป็นอันมากสำคัญช่วยกองทัพ “ตราไก่”
ครอบครองแชมป์โลกมาครอบครอง เมื่อตอนเดือนกรกฏาคมก่อนหน้านี้
ถูกเลือกให้ครอบครองรางวัลอันมีเกียรติดังที่กล่าวถึงแล้ว
ด้วยการเอาชนะคู่ปรปักษ์สำคัญอย่าง เทรนต์ อเล็กซานเดอร์ อาร์โนลด์
แบ็กขวาทีมชาติอังกฤษของ หงส์แดง และก็ คริสเตียน พูลิซิช ปีกชาวอเมริกันของ
โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์

“ผมเป็นสุขมากๆที่ได้รางวัลนี้มาครอบครอง
นับว่าเป็นรางวัลทดแทนขวบปีที่สุดยอดสำหรับผม
ซึ่งผมก็ขอบคุณมากเพื่อนฝูงร่วมกลุ่มของผมทุกคนทั้งยังในชมรมแล้วก็ทีมชาติ
ผมจะไม่มีทางลืมเลยกับการผจญภัยในศึก เวิลด์ คัพ
มันทำให้ผมมีแรงกระตุ้นที่จะทำงานมากถัดไป วัตถุประสงค์ถัดไปของผมน่ะหรอ?
ก็ต้องการจะได้ทุกๆอย่าง (ไม่ใช่แค่ บัลลง ดอร์)

ซึ่งมันก็จำเป็นจะต้องมากับการทำงานหนัก
แล้วก็ผมก็จึงควรช่วยเพื่อนพ้องร่วมทีมด้วย” เอ็มบัปเป้ เปิดใจ

สำหรับรางวัลนี้ให้อดีตนักฟุตบอลบัลลง ดอร์ เป็นผู้โหวต
ซึ่งในฤดูกาลก่อนหน้าที่ผ่านมา เอ็มบั๊ปเป้ ได้ 3 แชมป์ในประเทศ กับเปแอสเช
อีกทั้งลีก เอิง, เฟร้นช์ คัพ รวมทั้งลีก คัพ
นอกเหนือจากนั้นยังได้รางวัลดาวรุ่งยอดเยี่ยมของบอลโลก 2018 ที่เขายิงได้ 4
ประตู รวมทั้งในปีนี้ยิงให้เปแอสเชแล้ว 19 ประตู ทั้งยัง ยังติดกลุ่มรวมดาราโลกที่ปี
2018 ของ FIFA FIFPRO ด้วย…

แมนยูเฮ!ป็อกบาสลัดเจ็บส่อคืนสนามฉะพาเลซ

ลอนดอน อีฟนิ่ง สแตนดาร์ด สื่อของเกาะอังกฤษ ตีข่าวสาร ปอล ป็อกบา กองกลาง
แมนฯ ยูไนเต็ด ได้โอกาสคืนสนามในเกมกับ พาเลซ
ข้างหลังก่อนหน้านี้ที่ผ่านมาเจ็บตรงต้นขา ส่วนรายของ อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล
ก็มีหวังที่กำลังจะได้เล่นนัดหมายดังกล่าวเช่นเดียวกัน
ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์คนมีชื่อเสียงของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด
บางทีอาจจะกลับมาช่วยกลุ่มได้ในเกม พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
นัดหมายที่สังกัดเดิมมีคิวเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด รับการมาเยือนของ คริสตัล
พาเลซ วันเสาร์ที่ 24 เดือนพฤศจิกายนนี้ ตามรายงานของ ลอนดอน อีฟนิ่ง
สแตนดาร์ด สื่อท้องถิ่นของเมืองผู้ดี

ป็อกบา ได้รับบาดเจ็บตรงต้นขาระหว่างการซ้อมก่อนหน้าเกม แมนเชสเตอร์
ดาร์บี้แมตช์ นัดหมายที่สังกัดเดิมของเขาออกไปแพ้ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-3
เมื่อวันอาทิตย์ที่ 11 เดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้าที่ผ่านมา
ซึ่งมันก็ทำให้เขาจำต้องถอนตัวจากทีมชาติฝรั่งเศส ชุดปัจจุบันด้วย

แต่ กลุ่มสตาฟฟ์ของ แมนฯ ยูไนเต็ด พบว่าการบาดเจ็บของ ป็อกบา
มิได้ร้ายแรงมากสักเท่าไรนัก รวมทั้งคาดกันว่าหน้าแข้งวัย 25 ปี
ไม่น่าจำเป็นที่จะต้องพักนาน
โดยเขาบางครั้งก็อาจจะกลับมาลงเล่นได้เร็วที่สุดในตอนอาทิตย์นี้ ตอนที่รายของ
อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล ก็อาจจะพร้อมลงเล่นในเกมกับ พาเลซ แบบเดียวกัน
ข้างหลังที่ผ่านมามีลักษณะเดี้ยงด้านกล้ามเนื้อ…

ดินโญ่โดนยึดหนังสือเดินทางไม่มีเงินจ่ายค่าปรับ

โรนัลดินโญ่ ตำนานจอมทัพเลือดแซมบ้า โดนกรรมหนักเต็มดอกเมื่อถูกศาลสั่งยึดหนังสือเดินทาง จากในกรณีที่เฉยไม่ยินยอมจ่ายค่าปรับปริมาณ 1.7 ล้านปอนด์ หรือ 8.5 ล้านเรียลบราซิล จากการที่ทำไม่ถูกต้องตามกฎหมายสำหรับการสร้างสิ่งก่อสร้างในพื้นที่คุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม

โรนัลดินโญ่ ตำนานเพลย์เมกเกอร์ทีมชาติบราซิล โดนศาลในประเทศถิ่นกำเนิดสั่งยึดหนังสือเดินทาง (พาสปอร์ต) ภายหลังไม่มีจ่ายค่าปรับปริมาณ 8.5 ล้านเรียลบราซิล หรือ 1.7 ล้านปอนด์ (ราว 76.5 ล้านบาท) ในคดีที่โดนศาลฟ้องในกรณีที่สร้างสิ่งก่อสร้างในพื้นที่ที่มีการคุ้มครองป้องกันด้านสิ่งแวดล้อม

“ดินโญ่” กับ โรแบร์โต้ พี่ชายของเขา ถูกศาลวินิจฉัยว่ามีความผิดจริงจากการสร้างสิ่งก่อสร้างไม่ถูกต้องตามกฎหมายซึ่งยกตัวอย่างเช่นการผลิตโรงผลิตน้ำอ้อย กับฐานตกปลาพร้อมด้วยสะพานที่ยื่นเข้าไปในพื้นที่ที่มีการควบคุมถาวรเมื่อกุมภาพันธ์ 2015 แล้วก็ถูกสั่งให้จะต้องชำระเงินค่าเสียหายปริมาณมหาศาล

อย่างไรก็แล้วแต่ อดีตสตาร์ลูกหนัง บาร์เซโลน่า และก็ ปารีส แซงต์-แชร์กแมง ซึ่งเขากับพี่ชายจำเป็นต้องเดินทางมาไปศาลอีกที เพิกเฉยที่จะชำระเงินค่าเสียหาย แล้วก็ทางอัยการจำเป็นจะต้องยึดหนังสือเดินทางของ โรนัลดินโญ่ หลังมีการสอบปากคำแล้วพบว่าบัญชีทนายความของนักเตะมีเล่นแค่ 24.63 เรียลบราซิล หรือ 5 ปอนด์ (ราว 225 บาท) แค่นั้น

“ไม่มีมาตรการอื่นใดที่จะดีไปกว่าการยึดหนังสือเดินทาง ด้วยเหตุว่าเป็นมาตรการสำหรับเพื่อการบีบบังคับให้ประจันหน้ากับการกระทำที่ไม่ถูกต้อง, ไม่เหมาะสม และขาดความเคารพซ้ำแล้วซ้ำเล่า รวมถึงการแข็งข้อ และไม่ทำตามกระบวนข้อบังคับ” อัยการ ระบุ

จากกรณีดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้น ศาลประจำริโอ กรานเด โด ซูล บอกว่า อดีตดาวเตะเจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ 2005 ผ่านการติดทีมชาติ 97 ครั้ง และก็ยิงได้ 33 ประตู แล้วก็นำ “เซเลเซา” ครอบครองแชมป์บอลโลก 2002 ซึ่งประกาศแขวนสตั๊ดเมื่อต้นปีนี้ ต้องนำหนังสือเดินทางของเขามอบให้ทางการเมื่อเดินทางกลับถึงบราซิล…

10 อันดับดาวซัลโว แห่งบอลถ้วยยุโรป

1.คริสเตียโน่ โรนัลโด้ (123 ประตู)
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ คว้าแชมป์ ยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก ปี 2008
กับแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด และประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่กับทีม รีล มาดรด
ได้แชมป์ ยูเอฟ่า แชมป์เปี้ยนลีก 4 สมัย ปี 2014,2016,2017,2018 และ แชมป์ ยูฟ่า
ซูเปอร์ คัพ 2014,2017
คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ยิงใน แชมเปี้ยนลีกส์ 121 ประตู และอีก 2 ประตู
ในซุปเปอร์ คัพ รวมสองรายการแล้ว “CR7” ซัลโวได้มากถึง 123 ประตู
จากการลงสนาม 161 นัด
2.ลิโอเนล เมสซี่ (106 ประตู)
เมสซี่ยิงไปแล้ว 106 ประตู ใน ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนลีก และยูเอฟ่า ซูเปอร์ คัพ
จากการลงเล่น 130 เกม
เมสซี่เป็นนักเตะจากอะคาเดมี่ของบาร์เซโลน่า (2001-04)
เริ่มต้นเล่นบอลอาชีพกับบาร์ซ่า ปี 2003 และค้าแข้งที่นี่เรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน
เรียกได้ว่าตั้งแต่ออกจากศูนย์ฝึกหัดของ นีเวลส์ โอลด์ บอย (1994-2000)
มาเล่นในยุโรป เขาเล่นกับบาร์เซโลน่า เพียงทีมเดียวเท่านั้น
เมสซี่ ซิวแชมป์ ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนลีก 4 สมัย ปี 2006 , 2009 , 2015
และซูเปอร์ คัพ 3 สมัย ปี 2009 , 2011 , 2015
ซึ่งล่าสุดเจ้าตัวได้ทำแฮตทริก ในเกมเปิดคัมป์ นู ถล่ม พีเอสวี ไอนด์โฮเฟ่น
4-0 ศึกแชมเปี้ยนลีก รอบแบ่งกลุ่มนัดแรก กลุ่มบี เมื่อวันอังคารที่ 18 กันยายน
ตอนนี้เมสซี่ ทำสถิติเป็นผู้เล่นที่ทำแฮตทริกมากที่สุดในประวัติศาสตร์ของ
แชมเปี้ยนลีก จำนวน 8 ครั้ง ขณะที่คริสเตียโน่ โรนัลโด้ ทำได้ 7 ครั้ง
ขณะเดียวกัน เมสซี่ยังเป็นนักเตะคนที่ 2 ในประวัติศาสตร์
ที่ทำประตูในยูเอฟ่า แชมเปี้ยนลีก ติดต่อกันเป็นฤดูกาลที่ 14 ต่อจาด ราอูล
กอนซาเลซ ตำนานดาวยิง รีล มาดริด
3.ราอูล กอนซาเลซ (76 ประตู)

ราอูล เล่นกับ รีล มาดริด ตั้งแต่เป็นนักเตะเยาวชน (1992-94)
จนกระทั่งขึ้นมาเล่นฟุตบอลอาชีพกับราชันชุดขาว ตั้งแต่ปี 1994
ซึ่งเขาค้าแข้งที่นี่ยาวจนถึงปี 2010 ก่อนย้ายไป ชสลเก้ 04 (2010-12) ,อัล ซาดด์
ทีมในลีกกาตาร์ (2014-15) เป็นทีมสุดท้ายในอาชีนักเตะ
ราอูล วัย 41 ปี ยิง 71 ประตู ในยูเอฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก (รีล มาดริด 66 และ
ชาลเก้ 5 ประตู) พร้อมกับทำได้ 4 ลูก ในยูโรปา ลีก , 1 ลูก ในซูเปอร์ คัพ
ของยุโรป
สรุปแล้ว ราอูลยิงประตูบนเวทีสโมสรยุโรปทั้งสิ้น 76 ประตู จาก 161 นัด
ได้แชมป์ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนลีก 3 สมัย ปี 1998 , 2000 , 2002 และแชมป์ ยูเอฟ่า
ซูเปอร์ คัพ 2002 กับ รีล มาดริด ด้วย
4.ฟิลิปโป้ อินซากี้ (70 ประตู)
“ปิ๊ปโป้” อดีตกองหน้าทีมชาติอตาลี วัย 45 ปี
เป็นหนึ่งในเพชรฌฆาตจอมสังหาร เขาเก่งทั้งเท้าซ้าย เท้าขวา ลูกโหม่ง
หรือแม้กระทั่งลูกจุดโทษ ที่ผ่านมาเขายิง 50 ประตู ในศึก ยูเอฟ่า แชมเปี้ยนลีก , 2
ประตู ในคัพ วินเนอร์ คัพ , 10 ประตู ในยูโรปา ลีก , 7 ประตู ในอินเตอร์ โตโต้ คัพ
, 1 ลูก ในซูเปอร์ คัพ แมตช์แห่งความทรงจำของ อินซากี้ คือ
เกมที่เขาเหมาคนเดียว 2 ประตู นำเอซี มิลาน ล้างตา ลิเวอร์พูล 2-1 ใน ยูฟ่า
แชมเปี้ยนลีก 2006-07 นัดชิงชนะเลิศ ที่โอลิมปิก สเตเดี้ยม กรุง เอเธนส์ เมื่อวันที่
23 พฤษภาคม 2007
อินซากี้ ทำประตูได้ทั้งหมด 70 ประตู จากการลงสนาม 14 นัด
ในการเล่นฟุตบอลสโมสร ยุโรป กับ ปาร์ม่า , ยูเวนตุส , เอซี มิลาน ,
และได้แชมป์ยูเอฟ่า อินเตอร์ โตโต้ คัพ 199 กับยูเวนตุส และสมัยเล่นกับ เอซี
มิลาน เขาซิวแชมป์ แชมเปี้ยนลีก 2003 , 2007 และ ซูเปอร์ คัพ 2003 , 2007
5.แกร์ด มุลเลอร์ (69 ประตู)
อดีตดาวยิงทีมชาติเยอรมันตะวันตก และตำนานของสโมสรบาเยิร์น มิวนิค
(1964-79) เป็นเจ้าของฉายา “แดร์ บอมเบอร์” หรือ เครื่องบินทิ้งระเบิด
เขาคว้ารางวัลบัลลง ดอร์ หรือ ลูกบอลทองคำ
ในฐานะนักเตะยอดเยี่ยมของยุโรปเมื่อปี 1970

แกร์ด มุลเลอร์ ยิง 35 ประตู ในถ้วยเก่าสมัยเป็น ยูโรเปี้ยน คัพ , 20 ประตู
ในคัพ วินเนอร์ คัพ , 11 ประตู ในย๔เอฟ่า คัพ และอีก 3 ประตู ในซูเปอร์ คัพ
รวมแล้ว เขาทำได้ทั้งหมด 69 ประตู จากการลงสนาม 71 นัด
ในการเล่นบอลสโมสรยุโรป โดยได้แชมป์ยูโรเปี้ยน คัพ 3 ปีซ้อน (1974 , 1975 ,
1976) และแชมป์คัพ วินเนอร์ส คัพ 1967 กับบาเยิร์น ทั้งหมด…

บาร์ซ่าเซ็ง!แฟร์มาเล่นพักแข้งเดือนครึ่ง

บาร์เซโลน่า คอนเฟิร์ม โธมัส แฟร์มาเล่น ป้อมปราการหลังรุ่นเก๋า ควรต้องพักแข้งราวเดือนครึ่ง เพราะว่าเจ็บแฮมสตริง โดยเดี๋ยวนี้เหลือผู้เล่นกองหลังให้ใช้งานไม่มากมายแล้ว

บาร์เซโลน่า ยอดสมาคมลูกหนังในศึก ลา ลีกา สเปน ประกาศการันตี เมื่อวันจันทร์ที่ 15 ต.ค. ก่อนหน้านี้ว่า โธมัส แฟร์มาเล่น กองหลังประสบการณ์สูงชาวเบลเยียม ควรต้องพักหน้าแข้งเป็นเวลาราว 6 อาทิตย์ เพราะเหตุว่าปัญหาเจ็บกล้ามเนื้อข้างหลังต้นขา

นับว่าเป็นข่าวสารที่ชวนปวดหัวสำหรับ บาร์ซ่า เนื่องจากในเวลานี้มีตัวเลือกในแดนข้างหลังไม่มากมาย เหตุเพราะ ซามูแอล อุมติตี้ เซนเตอร์แบ็กตัวหลักชาวประเทศฝรั่งเศส ก็มีปัญหาเจ็บก่อกวนที่หัวเข่า รวมทั้งบางทีอาจจะจำต้องพักลำแข้งยาวจนกว่าปลายปีนี้

สำหรับปัญหาเจ็บเที่ยวนี้ทำให้ กำแพงหลังทีมชาติเบลเยียมวัย 32 ปี จะพลาดช่วยสังกัดเดิมเป็นปริมาณ 7 เกม ซึ่งโน่นก็รวมทั้งเกมลีกนัดหมายบิ๊กแมตช์กับ เรอัล มาดริด แล้วก็ แอตเลติโก มาดริด ด้วย โดยฤดูนี้ แฟร์มาเล่น ลงเล่นให้ บาร์เซโลน่า ไปแล้วรวมทุกรายการ 3 นัดหมาย ซึ่ง 2 จาก 3 นัดหมายดังกล่าวข้างต้นเป็นการลงเล่นแทน อุมติตี้ ที่เดี้ยงนั่นเอง…

ถามแรงตอบเร็ว!มูรินโญ่จัดให้6ช้อใน3นาทีครึ่ง

ผู้สื่อข่าวเมืองผู้ดีมึนตึ้บ โชเซ่ มูรินโญ่ ที่ปรึกษา แมนฯ ยูไนเต็ด นัดหมายแถลงข่าวตั้งแต่ 8 โมงเช้า ก่อนจัดให้ตอบไป 6 ปัญหา

โชเซ่ มูรินโญ่ ผู้จัดการทีมฟุตบอล แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด จัดงานแถลงข่าวก่อนเกมเปิดรัง โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ต้อนรับการมาเยี่ยมของ นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด ในวันเสาร์ที่ 6 เดือนตุลาคมนี้ โดยนัดหมายผู้รายงานข่าวมาตั้งแต่ 8 โมงเช้าตรู่ ก่อนใช้เวลา 3 นาทีครึ่งตอบ 6 ปัญหา

“ปีศาจแดง” แพ้ใครในทุกรายการมาแล้ว 4 เกมต่อเนื่องกัน ในตอนที่ในลีกก็แพ้ไปแล้วถึง 3 เกมจาก 7 ครั้งแรก แถม มูรินโญ่ ยังมีความเกี่ยวพันที่ตกต่ำกับผู้ร่วมทีมผู้คนจำนวนไม่ใช้น้อยอีกด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปอล ป็อกบา มิดฟิลด์กลุ่มชาติฝรั่งเศส, อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล หัวหอกน้ำหอม รวมทั้ง อเล็กซิส ซานเชซ ดาวยิงกลุ่มชาติชิลี

สำหรับเพื่อการแถลงข่าวก่อนเกมพบ “สาลิกาดง” มูรินโญ่ อนุญาตให้ผู้รายงานข่าวถามได้เพียงแค่ 6 คำถาม และก็ผู้จัดการทีมชาวโปรตุกีส ก็ตอบให้ 5 ข้อในเวลา 3 นาที 32 วินาที โดยมีอะไรบ้างไปดูกันได้เลย

 

  1. ผู้สื่อข่าว: เพราะเหตุไรผลงานในเดี๋ยวนี้ถึงทรุดโทรม

 

มูรินโญ่: มันมีหลายเหตุผล

 

  1. ผู้รายงานข่าว: คุณบอกเราได้มั้ยสาเหตุอะไร

 

มูรินโญ่: ไม่

 

  1. ผู้รายงานข่าว: สำคัญเพียงใดที่จะจำต้องเอาชนะ นิวคาสเซิ่ล ที่ โอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ในวันเสาร์นี้

 

มูรินโญ่: สำคัญมากๆผมทราบดีว่า เราอยู่ในตอนต้นตุลาคม คุณมองไปยังตารางคะแนนทั่วยุโรป ตารางในกันยายนรวมทั้งเดือนตุลาคมไม่ได้สะท้อนในสิ่งที่เกิดขึ้นตอน 2-3 เดือนที่ผ่านมา หรือตอนจบฤดู พวกเราสามารถทำเป็นดีมากกว่านี้ พวกเราจะต้องทำสกอร์ คะแนนที่พวกเราเสียไปในเกม พรีเมียร์ลีก 2 นัดหมายหลัง พวกเราได้เพียงแค่ 1 แต้มจาก 6 คะแนน พวกเรารู้ดีว่าจะต้องปรับปรุงแก้ไข พวกเราจะต้องชนะเพื่อ 3 คะแนน

 

  1. ผู้รายงานข่าว: ถึงเวลาหรือยังที่จะจะต้องตอบแทนแฟนบอลหลังจากชนะในบ้านแค่นัดเดียวตั้งแต่เปิดฤดู

 

มูรินโญ่: มันเป็นความจริง พวกเราแพ้ในบ้านเกมเดียวตลอดฤดูกาล แพ้ 1 นัดหมายใน 7 เกม เสมอ 3 มันมิได้รู้สึกว่าแพ้ แต่ว่าก็ไม่มีความสุขราวกับชนะ

 

  1. ผู้สื่อข่าว: แพ้มา 4 เกม นับว่าเป็นเรื่องเป็นที่ยอมรับไม่ได้สำหรับชมรมขนาด แมนฯ ยูไนเต็ด ใช่หรือไม่ใช่

 

มูรินโญ่: ใช่ ผมเห็นด้วย

 

  1. ผู้รายงานข่าว: คุณทำทุกสิ่งทุกอย่างสุดความสามารถหรือไม่

 

มูรินโญ่: ไม่มีคำตอบ…

มาติช กองกลางจอมเยือกเย็น

เมื่ออยู่กลางสนาม "เนมานย่า มาติช" เหมือนกับต้องเจอสงครามตลอดเวลา เขาต้องสู้รบปรบมือกับกองกลางคู่แข่ง
ปักหลักป้องกันเกมรับ และบางจังหวะทำหน้าที่เสมือน ควอเตอร์แบ็ก วางบอลสวยๆให้เพื่อนขึ้นไปทำประตู
อย่างไรก็ตาม ปฏิเสธไม่ได้ว่า มาติช มีบุคลิกที่โดดเด่นกว่าแดนกลางทั่วไปตรง "ความเยือกเย็น"
เขาอาจช้าไปบ้างในบางจังหวะ แต่ทุกการเคลื่อนไหวของตัวเขามีประโยชน์เสมอ
"สติ" เป็นสิ่งสำคัญที่ มาติช มีเสมอในสนาม ไม่ว่าเขาจะอยู่ในสถานการณ์บีบคั้นแค่ไหน ซึ่งเรื่องราวเหล่านี้
เป็นสิ่งที่เขาเคยพบเจอมาแล้วในวัยเด็ก
เขาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านวเรโล สมัยนั้นยังเป็นเขตปกครองของประเทศยูโกสลาเวีย
มาติชก็เป็นเด็กทั่วไปที่เล่นฟุตบอลกับเพื่อน แต่อยู่มาวันหนึ่ง เขาก็เริ่มรู้จักกับสิ่งมืดมนบนโลกที่เรียกว่า "สงคราม"
ในช่วงปี 1999 ที่สงครามโคโซโวกำลังคุกรุ่น สหรัฐอเมริกาโจมตีเมืองของเขาด้วยระเบิดยาวนานถึง 3 เดือน
ในวัยเพียงแค่ 12-13 ปี เขาจำเป็นต้องใช้ชีวิตอยู่กับมัน เคยชินกับเสียงระเบิดให้ได้
"ผมถามพ่อว่า อะไรเกิดขึ้นด้านบน คุณพ่อไม่สามารถอธิบายให้ผมฟังได้ มันเป็นช่วงเวลาที่จะอยู่กับผมไปตลอดชีวิต"
ท่ามกลางเสียงระเบิดไปทั่วเมือง มาติช เล่าให้ฟังว่า เขายังคงมุ่งมั่นกับการเล่นฟุตบอลเท่านั้น
เขาฝึกฟุตบอลกับคุณพ่อในยามสงคราม ซึ่งในช่วงที่เขาต้องอยู่ในสภาพบ้านเมืองแบบนั้น ก็มีแต่ฟุตบอล
ที่เหมือนเป็นยาสมานแผล ทำให้จิตใจของเขาและคนหมู่บ้าน วเรโล ไม่บอบช้ำจนเกินไป
แม้ มาติช จะได้สัญญาจากสโมสรเชลซี ซึ่งเป็นจุดเปลี่ยนทำให้เขากลายมาเป็นนักฟุตบอลอาชีพที่มีชื่อเสียง แต่มาติช
ก็ยังไม่ลืมภาพความแร้นแค้นที่เกิดขึ้นในบ้านเกิด ซึ่งทุกวันนี้ ก็ยังคงไม่ต่างไปจากเดิม
ประชากร 1,600 คนในละแวกนั้นต่างไม่มีเงินจับจ่ายใช้สอย ซื้ออาหารการกินตามร้านขายของชำเพื่อประทังชีวิต
แต่ส่วนใหญ่ เป็นการ "ติดไว้ก่อน" กับเจ้าของร้าน ทำให้ทุกวันนี้เกิดความเหลื่อมล้ำระหว่าง ลูกหนี้ และ เจ้าหนี้
โดยที่ลูกหนี้ไม่รู้ว่าจะไปหาเงินจ่ายจากไหน
บอสโก้ ซาริช คุณครูใหญ่ประจำโรงเรียนแห่งหมู่บ้าน วเรโล เล่าว่า มาติช นำรายได้ของเขาส่วนหนึ่งไปใช้หนี้ของกิน
ของใช้ ที่ชาวเมืองติดไว้ทั้งหมด และนำข้าวของที่จำเป็นมาแจกจ่ายให้กับชาวเมือง
เขายังนำเงินส่วนที่เหลือไปซื้อลูกฟุตบอล และอุปกรณ์ที่จำเป็นสำหรับกีฬาหลายๆชนิด อาทิ บาสเก็ตบอล ,
แฮนด์บอล และแชร์บอล แถมยังช่วยจ่ายเงินจำนวนหนึ่งเพื่อสร้างก็อกน้ำสาธารณะให้ประชาชนได้ดื่มกิน
อยู่หน้าโบสถ์ประจำเมือง

"เขาเคยเป็นแบบไหน ก็ยังเป็นแบบนั้น จากเด็กตัวเล็กๆในหมู่บ้าน ที่เล่นฟุตบอลในเซอร์เบีย
แม้ทุกวันนี้เขาจะยิ่งใหญ่แค่ไหน แต่เนมานย่า ใช้ชีวิตไปในทางที่ถูก เขาเป็นคนที่เอาชนะอุปสรรคมาได้ตั้งแต่เด็ก
กระทั่งวันนี้ เขากำลังจะสอนให้คนในเมือง เอาชนะมันให้ได้เหมือนเขา" " ครูใหญ่ ซาริช กล่าวทิ้งท้าย
มาติช เลือกชีวิตที่มีความสุขได้ ในรูปแบบของตัวเอง เขาเลือกที่จะเป็นผู้ให้ พอใจ และมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองมีอยู่
นั่นทำให้เขาเป็นคนที่มีจิตใจมั่นคง เยือกเย็น และเล่นฟุตบอลอย่างมีวุฒิภาวะในสนาม แบบที่เราทุกคนเห็นกัน…