ปิดตำนาน เวย์น รูนีย์ กองหน้าหมูเดือดกับสีเสื้อสิงโตคำราม

ปิดตำนาน เวย์น รูนีย์ กองหน้าหมูเดือดกับสีเสื้อสิงโตคำราม

เวย์น รูนีย์ กองหน้าร่างอวบที่แฟนบอลทุกคนรู้จักกันดี หลังจากรับใช้ชาติมาอย่างยาวนาน
ก็ถึงเวลาของเกมอำลาทีมชาติอังกฤษ โดยเอาชนะ ทีมชาติสหรัฐอเมริกา ไปอย่างขาดลอย 3-0

ในเกมดังกล่าว รูนีย์ได้ลงสนามเป็นตัวสำรอง และทันทีที่ลงสนาม ก็ได้สวมปลอกแขน กัปตันทีมซึ่งถือเป็นการสวมปลอกแขนกัปตันทีมครั้งสุดท้ายในการรับใช้ทีมชาติอังกฤษมาอย่างยาวนาน รวม 120 นัด ยิงได้ 53 ประตู เป็นรองเพียง ปีเตอร์ ชิลตัน ผู้รักษาประตูระดับตำนานที่ทำเอาไว้ 125 นัด

นอกจากนี้จำนวนประตูที่เขาทำได้ 53 ประตูนั้น ถือเป็นสถิติสูงสุดตลอดกาลที่ยิงให้ทีม “สิงโตคำราม” อีกด้วยถือเป็นการทำลายสติถินักเตะระดับตำนานอย่าง เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตัน หรือ แกรี ลินิเกอร์ เลยทีเดียว

รูนีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งนักเตะทีมชาติอังกฤษที่รับใช้ทีมชาติมาอย่างยาวนานถึง 15 ปี
หลังจากประเดิมสนามเกมแรกพบกับ ทีมชาติออสเตรเลีย เมื่อปี 2003 ด้วยวัยเพียง 17 ปี
ในสมัยที่ยังเป็นนักเตะดาวรุ่งของ “ทอฟฟี่สีน้ำเงิน” เอฟเวอร์ตัน

ด้วยการเล่นในสไตล์ดุดัน ลูกยิงที่หนักหน่วง ใช้พละกำลังเต็มที่ ตามแบบฉบับกองหน้าอังกฤษรวมไปถึงการเข้าบอลแบบถึงลูกถึงคน พร้อมแพสชั่นในเกมที่ทะลุขีดจำกัด ทำให้แฟนบอลหลายๆคนต่างหลงรักเขา

ทัวร์นาเมนต์แจ้งเกิดของ รูนีย์ คือ ศึกฟุตบอลยูโร 2004 ที่โปรตุเกส ถือเป็นทัวร์นาเมนต์ใหญ่ครั้งแรก โดยเขาได้กลายเป็นนักเตะอายุน้อยที่สุดที่ยิงได้ในรายการนี้ แม้ว่าสถิตินี้จะถูกทำลายลงในอีก 4 วันต่อมา

หลังจากนั้น รูนีย์ ถือเป็นกำลังหลักของทีมชาติอังกฤษมาตลอด ก่อนจะได้ไปลุยในศึกฟุตบอลโลกปี 2006 ที่ประเทศเยอรมนี เหตุการณ์ดราม่าครั้งใหญ่ในตอนนั้น คือการโดนไล่ออกในรอบ 8 ทีมสุดท้ายที่พบกับทีมชาติโปรตุเกส หลังจากทำฟาวล์หนักใส่ ริคาร์โด คาร์วัลญ่ จนเพื่อนร่วมทีมปีศาจแดงในตอนนั้น อย่าง คริสเตียโน่ โรนัลโด้ โวยวายใส่กรรมการจนทำให้รูนีย์โดนไล่ออกในที่สุด จนทำให้หลายสื่อต่างคาดการณ์ถึงสถานการณ์ภายในสโมสรที่อาจสั่นคลอน แต่สุดท้าย เซอร์ อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน ก็เรียกทั้งคู่มาเคลียร์จนจบลงด้วยดี

หลังจากนั้น รูนีย์ ได้กลับมาลงเล่นในรายการใหญ่อีกครั้งในฟุตบอลโลก 2010 ที่ประเทศแอฟริกาใต้ซึ่งถือว่าเป็นฟอร์มที่ย่ำแย่ นอกจาก ทีมชาติอังกฤษ จะตกรอบ 16 ทีมสุดท้าย รูนีย์ ก็ยิงประตูไม่ได้เลย จนอีก 2 ปีต่อมาในศึกยูโร 2012 ที่โปแลนด์และยูเครน ฟอร์มก็ยังไม่ดีขึ้นจนทำให้เขาโดนวิจารณ์อย่างหนัก

แต่สุดท้าย รูนีย์ ก็ทำผลงานในศึกฟุตบอลโลก 2014 รอบคัดเลือกจนติดทีมไปลุยรอบสุดท้ายที่ประเทศบราซิล ก่อนจะทำประตูในศึกฟุตบอลโลกได้ในที่สุดในเกมที่แพ้อุรุกวัย 1-
2

หลังจากนั้น รูนีย์ ก็มีชื่อติดทีมชาติมาตลอด จนกระทั่งเกมที่ 119 ในปี 2016
หลังจากนั้นเขาก็ไม่ได้ถูกเรียกกลับมาติดทีมชาติอีกเลยจนออกมาประกาศอำลาทีมชาติในที่สุดหลังจากจบศึกฟุตบอลโลก 2018 รอบสุดท้ายที่รัสเซียก่อนที่จะถูกเรียก มาติดทีมเป็นนัดสุดท้ายในเกมอำลาทีมชาติของตัวเอง

ผลงานตลอด 120 นัดของ เวย์น รูนีย์ ถือเป็นอีกหนึ่งตำนานของทีมชาติอังกฤษก็ว่าได้
หลังเกมกับสหรัฐอเมริกาจบลง ถือว่าเป็นการปิดฉากการรับใช้ทีมชาติอย่างสวยงาม
และแฟนบอลจะต้องนึกถึงเขาในฐานะดาวยิงหมายเลข 10 ทีมสิงโตคำราม

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *